Toxic Masculinity พิษร้ายวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ที่ผู้ชายต้องแบกคอน | หยิบแว่นเดิมเปลี่ยนเลนส์ใหม่ ทำความเข้าใจผู้ชาย

แนวคิดชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) คือวัฒนธรรม รูปแบบวิธีคิด ในสังคมที่เอื้อให้ผู้ชายเป็นใหญ่ มีสถานภาพเหนือกว่าเพศอื่นๆ ผ่านกลไก ระบบโครงสร้างต่างๆของสังคม ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าไม่ส่งผลดีต่อเพศอื่นๆอย่างแน่นอน แต่ผู้ชายก็ใช่ว่าจะได้รับผลกระทบในแง่ของการเป็นจุดศูนย์กลางเพียงอย่างเดียว เพราะวัฒนธรรมเหล่านี้เปรียบเสมือนสัตว์ร้ายเลี้ยงไม่เชื่อง ซักวันหนึ่งย้อมแว้งกลับมากัดตัวเจ้าของ พอก่อน…

เราเริ่มย่อหน้าแรกด้วยคำศัพท์ทางสังคมศาสตร์อีกแล้ว แถมมิวายยังใช้คำอุปมาอุปมัยด้วย ฮ่าๆๆๆ โคตรซ้ำซาก จำเจ (cliché) เอามากๆ ทั้งๆที่บอกตัวเองหลายรอบแล้วว่าการที่จะคุยกับคนปกติให้รู้เรื่องเนี่ย  ต้องเริ่มจากการใช้คำที่คนปกติใช้กันก่อน ดังนั้นเราขอเริ่มต้นใหม่ในบทความนี้

แนวคิดชายเป็นใหญ่ (Patriarchy) คือแนวคิดที่มองว่าความเป็นชาย ยกตัวอย่างเช่น (ความแข็งแรง ความอดทนอดกลั้น การใช้เหตุผล – ของพวกเนี่ยคนในสังคมมักมองว่าเป็นคุณสมบัติของผู้ชาย) ดีกว่าความเป็นผู้หญิง (ยกตัวอย่างเช่น การแสดงออกทางอารมณ์ ความนุ่มนวล) ซึ่งสิ่งที่ตามมาเมื่อมองว่าความเป็นชายดีกว่าความเป็นหญิงคือการมองว่าผู้ชายควรเป็นผู้นำ ผู้ชายควรมีสิทธิ์ต่างๆเยอะกว่าผู้หญิง เนื่องจากผู้ชายเก่งกว่า ดีกว่านั่นเอง สิ่งเหล่านี้มันทำให้ความเป็นอื่นที่ไม่ใช่ความเป็นชายถูกมองกว่าด้อยกว่าไปหมด แน่นอนมันส่งผลร้ายต่อผู้หญิง ต่อเกย์ ต่อเลสเบี้ยน และต่อบลาๆๆๆ ซึ่งเราอาจจะพูดถึงกันในบทความต่อไป เพราะบทความนี้จะพูดถึง แนวคิดความเป็นชายที่มองว่าเพศชายมันดีอย่างนั้นอย่างนี้ จริงๆแล้วมันส่งผลต่อผู้ชายเหมือนกันนะ ดังต่อไปนี้

 

1.ผู้ชายถูกคุณค่าความเป็นชายล้อมกรอบชีวิต

อาจเพราะว่าผู้ชายไม่ได้รับผลกระทบที่ชัดเจนทางกายภาพจากวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ (ต่างจากผู้หญิงหรือเพศอื่นๆที่เห็นได้ชัด เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ผู้หญิงถูกทำร้ายร่างกาย) เราเลยคิดกันเองว่าผู้ชายไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผลกระทบที่ผู้ชายได้รับจะมาในรูปที่เห็นไม่ชัด อย่างการถูกล้อมกรอบชีวิต เด็กผู้ชายโตมา ผ่านการมีคนคอยกรอกหูทุกวันว่าความเป็นชายที่ดีคืออะไร “ต้องแข็งแรงนะ ต้องไม่ขี้แยนะ ต้องปกป้องคนอื่นนะ” หรืออย่าง “ตุ๊กตาเป็นของผู้หญิงนะ อย่างลูกต้องเล่นหุ่นยนต์สิ” สิ่งเหล่านี้คอยตีกรอบเด็กชายว่าโตขึ้นมาเขาต้องเป็นคนแบบไหน ทำอาชีพแบบไหน ไม่แปลกใจใช่ไหมล่ะ ทำไมเด็กชายอยากเป็นทหาร ตำรวจ คุณหมอ เพราะอาชีพเหล่านี้เป็นตัวแทนของความเป็นชายที่ดี การเป็นผู้นำ เป็นผู้ปกป้อง ตามที่สังคมมอบหมายมานั่นแหละ จะมีเด็กชายคนไหนไหม ที่บอกว่า “แม่ครับ ผมอยากเป็นช่างตัดผม” ถ้ามีก็อาจโดยมองแรงจากผู้เป็นพ่อแม่ หรือถึงขั้นโดนดุ โดนตี(กรณีครอบครัวไม่มีจิตวิทยาในการเลี้ยงลูก)อีกต่างหาก

 

2.วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ส่งเสริมการมีอยู่ของ Toxic Masculinity

เราขอใช้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของบล็อกแปล Toxic Masculinity ว่าความเป็นชายที่เป็นพิษละกันเนาะ Toxic Masculinity มันคือความคิดที่ว่าผู้ชายที่ดีคือ ผู้ชายที่ใช้กำลังในการแก้ปัญหา วัดความสำเร็จความเป็นผู้ชายที่ดีด้วยความสามารถในการข่มเหง รุกราน และควบคุมคนอื่น หากทำสำเร็จก็จะรู้สึกอิ่มเอมที่สามารถรักษาความเป็นชายไว้ได้ แต่หากทำไมได้ก็จะแสดงออกบางอย่างที่เป็นภัยต่อตัวเองและผู้อื่น เช่น การใช้อาวุธบังคับ เป็นต้น

 

3.แนวคิดความเป็นชาย สาเหตุใหญ่ของความรุนแรง

ความรุนแรงภายในครอบครัว ผัวตีเมีย ผู้ชายข่มขืนผู้หญิง ปัญหาเหล่านี้มองเผินๆแล้วดูเหมือนจะเป็นปัญหาส่วนบุคคล ที่เกิดจากความเงี่ยนของตัวผู้ชายเอง แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่ทั้งหมด สังเกตไหมว่าทำไมทุกครั้งที่เกิดการข่มขืน การโทษเหยื่อ (Victim Blaming) หรือการบอกว่าสาเหตุของการข่มขืนมาจากการประพฤติตัวของผู้หญิงเอง เช่น แต่งตัวโป๊ ใส่กางเกงในยั่วเย ออกไปทำอะไรคนเดียวดึกๆดื่นๆ ถึงถูกยกออกมาอ้างทุกครั้งไป และที่สำคัญเกิดขึ้นทั่วโลกซะด้วยซ้ำ ไม่ใช่แค่ที่ประเทศไทย ซึ่งกระบวนการคิดของผู้ชายที่นำไปสู่การโทษเหยื่อนี่แหละ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ และเป็นส่วนหนึ่งในแรงผลักให้ผู้ชายตัดสินใจข่มขืน การใช้กำลังในครอบครัวก็เป็นอีกตัวอย่าง ที่วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ให้สิทธิ์แก่ผู้ชายในฐานะความเป็นผู้นำครอบครัว ผู้ปกป้องครอบครัว ใช้กำลังรังแกทำร้ายผู้หญิง โดยอ้างว่าทำไปเพราะรัก ทำไปเพราะหึงหวง  ซึ่งจริงอยู่ที่การลงมือกระทำการเป็นการตัดสินใจของปัจเจกบุคคล แต่สภาพสังคมที่ถูกครอบทับด้วยวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ เป็นตัวเร่ง ตัวสนับสนุนชั้นดีที่ก่อให้เกิดปัญหาไม่น้อยไปว่าตัวบุคคล

 

4.วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต

มีกรณีศึกษาจากแคนาดาพบว่าแนวคิดความเป็นชายเกี่ยวโยงกับการฆ่าตัวตาย โดยอัตราการฆ่าตัวตายจะเพิ่มขึ้นอีก 4 เท่าตัว เมื่อความเป็นชายดังกล่าวคือความเป็นชายที่เป็นพิษ (Toxic Masculinity) การศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ยิ่งผู้ชายถูกคาดหวัง(ทั้งจากตัวเองและสังคมรอบข้าง)ให้แบกรับความเป็นชายมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะมีสุขภาพจิตที่แย่มากขึ้นเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากความเป็นชายที่ดีอย่างหนึ่งคือการไม่แสดงออกความรู้สึกหรือความอ่อนแอ จึงนำไปสู่การกดกลั้น ท้ายที่สุดก็ปะทุ ส่งผลเสียทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง งานวิจัยยังพบอีกกว่ายิ่งรับเอาความเป็นชายมากขึ้น แนวโน้มที่จะขอความช่วยเหลือในกรณีที่เกิดความเครียดก็ยิ่งน้อยลง ปัจจุบันแคนาดามีอัตราฆ่าตัวตายของผู้ชายจากปัญหาดังกล่าว 8 คน/ปี

 

เอาหล่ะ รับรู้ปัญหาที่วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ส่งผลต่อผู้ชายมาเยอะแล้ว ก็ถึงเวลาแก้ปัญหากันบ้าง นั่นก็คือการทำให้ผู้ชายยอมรับว่าสาเหตุของปัญหามาจากวัฒนธรรมความเป็นชายที่สวมทับเขาอยู่ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่จะทำแบบนั้น เนื่องจากวัฒนธรรม สังคมได้หล่อหลอมวิธีคิดมาอย่างยาวนาน เพราะตั้งลืมตาออกมาดูโลก ผ้าอ้อมสีฟ้าก็ถูกมอบให้เด็กชายแทนที่สีชมพูไปเสียแล้ว ดังนั้นคนรอบข้างคือส่วนสำคัญที่คอยย้ำเตือนผู้ชายรอบตัวเราทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสามี ลูกชาย คุณพ่อของเราๆว่า มันไม่ผิดที่จะชอบสีชมพู มันไม่ผิดที่จะร้องไห้ หรือไม่ผิดเลยที่จะอยากกลับไปเป็นเด็กน้อยในอ้อมอกพ่อแม่ เป็นคุณพ่อที่โอบกอดลูกๆ เพราะอย่างน้อยหากเขาเริ่มยอมรับสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นสัญญาณที่ดีของการทำลายพิษร้ายในตัว เพราะผู้ชายก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่เหมือนกับเราๆทุกคน

 

ที่มาของข้อมูลอ้างอิง:

https://www.huffingtonpost.ca/2017/11/10/patriarchy-men-boys_a_23273251/

https://www.cbc.ca/life/wellness/toxic-masculinity-may-be-quadrupling-the-suicide-rate-for-canadian-men-1.4158731

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s